Thursday, January 8, 2009

เปิบข้าว

เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้นะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน ทั้งขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น จึงแปรรวงมาเปิบกิน
นำเหงื่อที่เรื่อแดง และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกำซาบฟัน


จิตร ภูมิ

เพลงเปิบข้าวเป็นเพลงที่ถูกเขียนในมุมมองของชาวนา เพลงนี้เล่าถึงความทุกข์ของชาวนา ซึ่งทำงานหนักมากเพื่อเก็บข้าวไปขายให้คนอื่นกิน
จังหวะของเพลงนี้ติดขัดมาก เพราะว่าผู้แต่งใช้วรรคที่สั้นมากและมีพยางค์น้อย ทำให้จังหวะขัดข้อง เทคนิคอันนี้สร้างบรรยากาศที่เครียดและมีแรงเยอะ
ภาษาของเพลงนี้เป็นภาษาที่ต่ำ โดยมีคำอย่างเช่น กู (ในวรรคสุดท้าย) การเลือกคำ (diction) อย่างนั้ทำให้ผู้อ่านเชื่อว่าเป็นชาวนา เพราะว่าใช้ภาษาที่ไม่เพราะหรือสุภาพมาก ทำให้ตัวกลอนทั้งหมดฟังดูน่าเชื่อถือ และจริงใจ

กลอนนี้ใช้เทคนิคเสียงเยอะมาก อย่างเช่นเมื่อชาวนาพูดถึงข้าว ใช้สัมผัสเสียง ช ช้าง มาก ซึ่งเมื่อพูดแล้วฟังดูลื่นไหล และสร้างบรรยากาศที่สบายและน่าฟัง แต่ในวรรคอื่นที่พูดถึงความทุกข์ อย่างเช่น

เบื้องหลังสิทุกข์ทน ทั้งขมขื่นจนเขียวคาว

มีสัมผัสเสียง ค ข เยอะมาก (cacophony) ที่เป็นเสียงแข็ง นี้ทำให้มีอารมณ์ที่โกรธ เจ็บปวด และสร้างบรรยากาศที่เครียด นอกจากนี้ เนื้อหาของวรรคนั้นเข้ากับเสียงที่ผู้แต่งเลือกใช้

กลอนนี้มีสัมผัสสระตอนจบของวรรค (rhyme) แต่ทุกวรรคถูกแบ่งเป็นสองช่วง ซึ่งทำให้จังหวะของกลอนถูกแตกออกมา และช่วยเสริมบรรยากาที่ติตขัดและเครียด

No comments:

Post a Comment